เรียนออนไลน์วันที่ 7 เดือน ธันวาคม 2566
![]() |
เด็กน้อยในใจฉัน
ชื่อ น้องตาล น้องเป็นเด็กน่ารัก พูดเก่ง อารมณ์ดี ชอบอาสาสมัครช่วยครูทำงาน แต่ในอีกมุมหนึ่งน้องเป็นเด็กชอบเอาแต่ใจ เวลาน้องไม่พอใจ น้องจะไม่ทำกิจกรรมร่วมกันกับเพื่อน จะชอบให้คุณครูสนใจและเอาใจมากๆ
การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้เป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาเด็กปฐมวัย เป็นกระบวนการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมและความสามารถของเด็กในด้านต่างๆ ทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพอย่างต่อเนื่อง แล้วนำมาเรียบเรียงอย่างเป็นระบบเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจเกี่ยวกับเด็กหรือการจัดประสบการณ์ให้แก่เด็ก
การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้เป็นสิ่งที่ควรเกิดขึ้นควบคู่ไปกับการจัดประสบการณ์ตามปกติในกิจวัตรประจำวัน ครูที่ประเมินอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบจะสามารถใช้หลักสูตรและจัดประสบการณ์ได้อย่างเหมาะสมกับวัย และความแตกต่างระหว่างบุคคลของเด็ก
หลักการประเมินพัฒนาการของเด็ก
1. ประเมินพัฒนาการของเด็กครบทุกด้านและนำผลมาพัฒนาเด็ก
2. ประเมินเป็นรายบุคคลอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องตลอดปี
3. สภาพการประเมินควรมีลักษณะเช่นเดียวกับกิจกรรมประจำวัน
4. ประเมินอย่างเป็นระบบ มีการวางแผนเลือกใช้เครื่องมือ และจดบันทึกไว้เป็นหลักฐาน
5. ประเมินตามสภาพจริงด้วยวิธีการหลากหลายเหมาะกับเด็ก รวมทั้งใช้แหล่งข้อมูลหลายๆ ด้าน ไม่ควรใช้การทดสอบ
วิธีการประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย
การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยควรเป็นการประเมินอย่างไม่เป็นทางการ โดยวิธีการที่เหมาะสมในการประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย ได้แก่
1. เก็บรวบรวมข้อมูล ครูควรวางแผนการเก็บรวบรวมข้อมูลควบคู่กับการจัดประสบการณ์ โดยเป็นการวางแผนล่วงหน้า ทั้งนี้ วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยมีดังนี้
1.1 การสังเกตและบันทึกพฤติกรรมหรือคำพูดของเด็ก ครูควรใช้เวลาในการสังเกตและเฝ้าดูเด็ก เพื่อให้ทราบว่าเด็กแต่ละคนมีจุดเด่น ความต้องการ ความสนใจ และต้องการความช่วยเหลือในเรื่องใด ทั้งนี้ ครูต้องกำหนดเวลา แนวทางที่ชัดเจน และจดบันทึกไว้เพื่อนำมาใช้ในวิเคราะห์และสรุป
1.2 การสนทนากับเด็ก ครูสามารถใช้การสนทนากับเด็กได้ทั้งแบบรายบุคคลและเป็นกลุ่มอย่างสอดคล้องกับกิจวัตรประจำวัน เพื่อประเมินความสามารถในการแสดงความคิดเห็น พัฒนาการด้านการใช้ภาษา ฯลฯ เช่น เมื่อครูเล่านิทานให้เด็กฟังแล้ว ครูอาจถามคำถามให้เด็กแสดงความคิดเห็นจากเรื่องที่ฟัง เพื่อให้รู้ความคิดของเด็ก ทั้งนี้ ครูควรจดบันทึกคำพูดของเด็กไว้เพื่อการวิเคราะห์และปรับการจัดประสบการณ์ให้เหมาะสมต่อไป ในกรณีที่ต้องการสนทนากับเด็กเป็นรายบุคคล ครูควรพูดคุยในสภาวะที่เหมาะสม ไม่ทำให้เด็กเครียดหรือเกิดความวิตกกังวล
1.3 การเก็บตัวอย่างผลงานที่แสดงความก้าวหน้าของเด็ก เป็นวิธีการที่ครูรวบรวมและจัดระบบตัวอย่างผลงานที่แสดงความก้าวหน้าของเด็กจากชิ้นงานที่เด็กสร้างขึ้นในกิจวัตรประจำวัน ครูควรกำหนดจุดมุ่งหมายที่ชัดเจนในการเก็บรวบรวมผลงาน เช่น เก็บตัวอย่างผลงานการตัดกระดาษที่แสดงการเปลี่ยนแปลงพัฒนาการด้านการตัดกระดาษของเด็กเดือนละ 1 ชิ้นงาน แล้วนำมาจัดรวบรวมไว้อย่างเป็นระบบ เป็นต้น การเก็บสะสมผลงานอย่างต่อเนื่องนี้ ครูต้องประเมินว่าผลงานแต่ละชิ้นแสดงความก้าวหน้าของเด็กอย่างไร ไม่ใช่การนำมาเก็บรวมกันไว้เฉยๆ ครูอาจให้เด็กมีส่วนร่วมในการเลือกและจัดเก็บผลงาน และครูสามารถนำผลงานที่จัดรวบรวมไว้อย่างเป็นระบบมาใช้ในการสื่อสารกับผู้ปกครองให้รับทราบเกี่ยวกับความก้าวหน้าของเด็กด้วย
วิธีการรวบรวมข้อมูลเพื่อการประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กที่ดีต้องใช้วิธีการที่หลากหลาย ไม่ใช่วิธีใดวิธีหนึ่ง โดยให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เช่น พ่อแม่ หรือครูผู้ช่วยมีส่วนร่วมในการรวบรวมข้อมูลด้วย เพราะวิธีการแต่ละวิธีจะมีจุดแข็งและจุดอ่อนที่แตกต่างกัน มีความเหมาะสมกับลักษณะของข้อมูลที่แตกต่างกัน โดยวิธีการที่นำเสนอข้างต้นเป็นวิธีที่ครูต้องฝึกฝนจนมีทักษะในการสังเกตเด็ก พูดคุยกับเด็กและพ่อแม่อย่างเหมาะสม รวมทั้งมีความไวต่อสิ่งที่ควรบันทึกหรือเก็บตัวอย่าง หากครูมีทักษะเหล่านี้ก็จะทำให้การประเมินตรงตามสภาพจริงยิ่งขึ้น
2. วิเคราะห์และจัดทำบันทึกข้อมูลของเด็ก ครูควรนำข้อมูลที่เก็บรวบรวมไว้มาวิเคราะห์ และจัดทำบันทึกข้อมูลของเด็ก ทั้งในลักษณะของบันทึกข้อมูลเด็กรายบุคคล และบันทึกข้อมูลเด็กทั้งชั้นเรียน ดังนี้
2.1 บันทึกข้อมูลเด็กรายบุคคล การทำบันทึกข้อมูลเด็กรายบุคคลจะช่วยให้ครูรู้จักความสามารถที่แท้จริงของเด็ก ทำให้ครูติดตามความก้าวหน้าของเด็กได้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังช่วยให้ครูประเมินเด็กอย่างครอบคลุมทุกรายการประเมิน ครูที่ทำบันทึกข้อมูลเด็กเป็นรายบุคคลจะสามารถช่วยส่งเสริมความสามารถของเด็ก หรือให้ความช่วยเหลือเด็กได้อย่างเหมาะสม
2.2 บันทึกข้อมูลเด็กทั้งชั้นเรียน การทำบันทึกข้อมูลเด็กทั้งชั้นเรียนช่วยให้ครูรู้ว่าเด็กในห้องเรียนที่รับผิดชอบมีความสามารถหรือมีพัฒนาการในแต่ละด้านเป็นอย่างไร ส่งผลให้ครูสามารถออกแบบการจัดประสบการณ์ได้เหมาะสมกับเด็กในชั้นเรียนมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังแสดงให้เห็นความก้าวหน้าของเด็กทั้งชั้นเรียน การสรุปเช่นนี้ควรทำเป็นระยะอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สามารถนำมาใช้ได้อย่างเหมาะสม
การประเมินพัฒนาการทาง ด้านสังคม (การเล่น)
ความสำคัญของพัฒนาการด้านสังคม
การพัฒนาการทางสังคมช่วยให้คนเราได้เรียนรู้และเข้าใจตนเองและผู้อื่นเพื่อการปรับตัวและสร้างสังคมที่จะอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุข
โครงสร้างพัฒนาการ
โครงสร้างของการประเมินผลพัฒนาการพัฒนาการของเด็กแต่ละคนต้องมีการบันทึกและรวบรวมไว้เพื่อใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสมแก่เด็กใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาศักยภาพเด็กแต่ละคนให้ถึงนั้นสูงสุด
คุณลักษณะตามวัยด้านสังคม
คุณลักษณะตามวัยเป็นความสามารถตามวัยหรือพัฒนาการตามธรรมชาติเมื่อเด็กมีอายุถึงวัยนั้นๆผู้สอนจำ เป็นต้องทำความเข้าใจคุณลักษณะตามวัยของเด็กอายุ แรกเกิด - 6 ปี เพื่อนำไปพิจารณาจัดประสบการณ์ให้เด็กแต่ละวัยได้อย่างถูกต้องเหมาะสม
ประเภทของการเล่น
1.เล่นคนเดียว(อายุ1ขวบ)
2.เล่นสมมติ(2-3ขวบ)
3.เล่นเชิงสังคม(3-4ขวบ)
4.เล่น-ดูผู้อื่นเล่น
5.ต่างคนต่างเล่น
6.เล่นร่วมกัน
7.เล่นแบบร่วมมือกัน (อายุ5-6ขวบ)
หลักการประเมินพัฒนาการของเด็ก
การประเมินพัฒนาการเด็กอายุต่ำ กว่า 3 ปี
1. ประเมินพัฒนาการของเด็กครบทุกด้าน
2. ประเมินเป็นรายบุคคลอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง
3. ประเมินด้วยวิธีการที่หลากหลาย
4. บันทึกพัฒนาการลงในสมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก (เล่มสีชมพู)
5.นำผลที่ได้จากการประเมินพัฒนาการไปพิจารณาลัดกิจกรรมเพื่อเปิดโอกาสให้เด็กคนนี้
การประเมินพัฒนาการเด็กด็ อายุ 3-6 ปี
1. วางแผนการประเมินพัฒนาการอย่างเป็นระบบ
2. ประเมินพัฒนาการเด็กครบทุกด้าน
3. ประเมินพัฒนาการเด็กเป็นรายบุคคลอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องตลอดปี
4 ประเมินพัฒนาการตามสภาพจริง
5. สรุปผลการประเมิน
เทคนิคที่เหมาะสมในการประเมินพัฒนาการด้านสังคม
การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้เป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาเด็กปฐมวัยเป็นกระบวนการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมและความสามารถของเด็กในด้านต่าง ๆ ทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพอย่างต่อเนื่อง แล้วนำมาเรียบเรียงอย่างเป็นระบบเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการ ตัดสินใจเกี่ยวกับเด็ก
ภาพกิจกรรม
ใบความรู้
https://drive.google.com/drive/folders/1X60vGwHf1aUwfN6UCbyC_A7_VQTYcZQ4
แบบฝึกคิด
แบบฝึกคิด
“การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้” การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้เป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาเด็กปฐมวัย
เป็นกระบวนการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมและความสามารถของเด็กในด้านต่างๆ
ทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพอย่างต่อเนื่อง
แล้วนำมาเรียบเรียงอย่างเป็นระบบเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจเกี่ยวกับเด็กหรือการจัดประสบการณ์ให้แก่เด็ก
การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้เป็นสิ่งที่ควรเกิดขึ้นควบคู่ไปกับการจัดประสบการณ์ตามปกติในกิจวัตรประจำวัน
ครูที่ประเมินอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบจะสามารถใช้หลักสูตรและจัดประสบการณ์ได้อย่างเหมาะสมกับวัย
และความแตกต่างระหว่างบุคคลของเด็ก
หลักการประเมินพัฒนาการของเด็ก
1. ประเมินพัฒนาการของเด็กครบทุกด้านและนำผลมาพัฒนาเด็ก
2. ประเมินเป็นรายบุคคลอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องตลอดปี
3. สภาพการประเมินควรมีลักษณะเช่นเดียวกับกิจกรรมประจำวัน
4. ประเมินอย่างเป็นระบบ
มีการวางแผนเลือกใช้เครื่องมือ และจดบันทึกไว้เป็นหลักฐาน
5. ประเมินตามสภาพจริงด้วยวิธีการหลากหลายเหมาะกับเด็ก
รวมทั้งใช้แหล่งข้อมูลหลายๆ ด้าน ไม่ควรใช้การทดสอบ
แนวทางการประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยตามสภาพจริง
การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยตามสภาพจริงมีแนวทางดังต่อไปนี้
1. ใช้เครื่องมือประเมินที่เหมาะสมกับพัฒนาการและธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย
กล่าวคือ ครูต้องศึกษาพัฒนาการทุกด้านของเด็กทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม
และสติปัญญา เพื่อกำหนดตัวบ่งชี้ในเครื่องมือการประเมิน
การที่ครูรู้พัฒนาการและเข้าใจจุดหมายการเรียนรู้ที่ชัดเจนและเหมาะสมจะทำให้ครูสามารถประเมินพัฒนาการและผลการเรียนรู้อย่างแท้จริงได้
2. ใช้เครื่องมือในการประเมินที่หลากหลาย
การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยควรเป็นการประเมินแบบไม่เป็นทางการ
วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลในการประเมินที่เหมาะสมคือ การสังเกตหรือการสนทนากับเด็ก
แล้วบันทึกอย่างเป็นระบบ วิธีการบันทึกอาจใช้วิธีการสำรวจรายการ
การจดบันทึกพฤติกรรม มาตราส่วนประเมินค่า อาจใช้วิธีการบันทึกวีดิทัศน์
บันทึกเสียง เก็บตัวอย่างงาน หรือใช้แฟ้มสะสมงาน (Portfolio) ทั้งนี้ ครูควรเรียนรู้วิธีใช้เครื่องมือในแต่ละประเภท
และเลือกใช้เครื่องการประเมินที่หลากหลาย เพื่อให้สามารถสะท้อนการเรียนรู้ของเด็กอย่างแท้จริง
3. บูรณาการการสอนกับการประเมิน
การประเมินถือเป็นส่วนหนึ่งของการจัดประสบการณ์
การประเมินอย่างต่อเนื่องทำให้ครูทราบพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก เข้าใจเด็ก
และรู้ว่าจะพัฒนาเด็กอย่างไรต่อไป งานที่สำคัญของครูในส่วนนี้ คือ
ครูต้องทบทวนว่าจะประเมินพัฒนาการตามรายการใด เลือกใช้เครื่องมือประเมินชนิดใด
ประเมินในช่วงเวลาใดในกิจกรรมประจำวันที่จัดขึ้น
การวางแผนการประเมินที่เหมาะสมและยืดหยุ่นได้จะช่วยให้ครูสามารถจัดประสบการณ์โดยทำการประเมินควบคู่กันไปได้อย่างราบรื่น
4. เน้นที่ความก้าวหน้าของเด็ก
ในการประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ ครูควรบันทึกสิ่งที่เด็กสามารถทำได้
เพื่อเป็นการประเมินความก้าวหน้าของเด็ก
ไม่ควรมุ่งสังเกตสิ่งที่เด็กยังไม่สามารถทำได้
การทราบสิ่งที่เด็กทำได้จะช่วยให้ครูสามารถแนะนำ
สนับสนุนให้เด็กก้าวไปสู่พัฒนาการในขั้นที่สูงขึ้นได้
การเน้นที่ความก้าวหน้าของเด็กนี้ถือเป็นการวินิจฉัยและช่วยแก้ปัญหาให้แก่เด็กได้เป็นอย่างดี
5. ให้ความสนใจทั้งกระบวนการและผลผลิต
ขณะที่เด็กร่วมกิจกรรมครูควรให้ความสนใจกับกระบวนการในการเรียนรู้ของเด็ก เช่น
ขณะที่เด็กกำลังลงชื่อมาโรงเรียน เมื่อครูสังเกตกระบวนการทำงานของเด็ก
จะพบว่าเด็กบางคนใช้วิธีคัดลอกชื่อของตนโดยมองจากชื่อที่ปักที่เสื้อ ทำให้ผลงานการเขียนมีลักษณะกลับหัว
บางคนอาจเขียนได้อย่างคล่องแคล่วจากความจำของตนเองโดยที่ผลผลิตมีลักษณะใกล้เคียงกับคนที่เขียนโดยการคัดลอกจากแบบที่ครูเตรียมไว้
หากไม่สังเกตกระบวนการย่อมทำให้ครูไม่สามารถให้ความช่วยเหลือเด็กได้อย่างเหมาะสม
อย่างไรก็ตามครูควรให้ความสนใจและควรตรวจสอบทั้งกระบวนการและผลผลิตควบคู่กันไป
6. ประเมินจากบริบทที่หลากหลาย
ครูจำเป็นต้องประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กจากบริบทที่หลากหลาย
เพื่อให้ได้ผลการประเมินที่ตรงตามสภาพจริงของเด็ก
การด่วนสรุปจากบริบทใดบริบทหนึ่งอาจทำให้ไม่ได้ผลการประเมินที่แท้จริง
เนื่องจากเด็กอาจจะทำกิจกรรมในบริบทหนึ่งได้ดีกว่าอีกบริบทก็ได้
7. ประเมินเด็กเป็นรายบุคคล
การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก ครูต้องเฝ้าสังเกตเด็กแต่ละคน
เพื่อให้รู้จักเด็กเป็นรายบุคคล
การประเมินเป็นรายบุคคลนอกจากจะทำให้ครูทราบความก้าวหน้าของเด็กแล้ว
ยังช่วยให้ครูทราบความสนใจ ทัศนคติ ความคิด ฯลฯ เกี่ยวกับเด็ก ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการวางแผนการช่วยเหลือสนับสนุนเด็กได้อย่างเหมาะสมอีกด้วย
8. ให้เด็กมีโอกาสประเมินตนเอง
เด็กควรได้รับการกระตุ้นให้คิดไตร่ตรองเพื่อประเมินความก้าวหน้าของตนเอง
การที่เด็กมีส่วนร่วมในการติดตามความก้าวหน้าของตนเอง จะช่วยให้เด็กภูมิใจ
และเกิดความต้องการที่จะพัฒนาตนเองต่อไป
โดยครูอาจนำแฟ้มสะสมงานของเด็กมาใช้ในการให้เด็กได้มีส่วนร่วมในการประเมินตนเอง
วิธีการประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย
การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยควรเป็นการประเมินอย่างไม่เป็นทางการ
โดยวิธีการที่เหมาะสมในการประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย ได้แก่
1. เก็บรวบรวมข้อมูล
ครูควรวางแผนการเก็บรวบรวมข้อมูลควบคู่กับการจัดประสบการณ์
โดยเป็นการวางแผนล่วงหน้า ทั้งนี้
วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยมีดังนี้
1.1 การสังเกตและบันทึกพฤติกรรมหรือคำพูดของเด็ก
ครูควรใช้เวลาในการสังเกตและเฝ้าดูเด็ก เพื่อให้ทราบว่าเด็กแต่ละคนมีจุดเด่น
ความต้องการ ความสนใจ และต้องการความช่วยเหลือในเรื่องใด ทั้งนี้ ครูต้องกำหนดเวลา
แนวทางที่ชัดเจน และจดบันทึกไว้เพื่อนำมาใช้ในวิเคราะห์และสรุป ทั้งนี้
การสังเกตและบันทึกพฤติกรรมหรือคำพูดของเด็กอาจทำได้ดังตัวอย่างต่อไปนี้
“การประเมินตามสภาพจริง” เป็นการประเมินการแสดงออกถึงกระบวนการทำงานผ่านการปฏิบัติ
เพื่อค้นหาศักยภาพหรือคุณลักษณะที่แท้จริงของผู้เรียน โดยใช้กิจกรรม เรื่องราว
เหตุการณ์ สถานการณ์ ภาระงาน ชิ้นงาน ที่นักเรียนได้ประสบในชีวิตประจำวัน
หรือจากงาน/สถานการณ์ที่เป็นจริงในชีวิต (Real Life) ซึ่งเป็นงาน/สถานการณ์ซับซ้อน
(Complexity) เป็นองค์รวม (Holistic) โดยดำเนินการต่อเนื่องตลอดการเรียนการสอน
ผสานทั้งการเรียนการสอน (Teaching) การเรียนรู้ (Learning)
และการประเมิน (Assessing) เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
ด้วยเครื่องมือและวิธีการประเมินที่หลากหลาย
มีการเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพจากกระบวนการเรียนรู้ (process)
การปฏิบัติงาน (Performance) และผลผลิตที่ได้จากการเรียนรู้
ที่จะช่วยสะท้อนถึงความรู้ ความสามารถ และทักษะต่าง ๆ ที่มีอยู่ในตัวของผู้เรียน
ตลอดจนการนำไปใช้ในการส่งเสริมและพัฒนาจุดแข็งหรือข้อบกพร่องในการเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นรายบุคคลได้ตรงจุด
ลักษณะสำคัญของการประเมินตามสภาพจริงนั้น
เป็นการประเมินความก้าวหน้าของผู้เรียนและการแสดงออกของผู้เรียนรายบุคคลผ่านการปฏิบัติจริงด้วยเครื่องมือที่หลากหลาย
มุ่งเน้นพัฒนาการของผู้เรียน
รวมทั้งเนื้อหาสาระทั้งในภาพกว้างและภาพรวมของการเรียนรู้และความสามารถของผู้เรียน
อันจะนำไปสู่การพัฒนาให้ผู้เรียนได้เรียนรู้และได้รับการพัฒนาอย่างเหมาะสม
เพื่อให้ผู้เรียนได้บรรลุเป้าหมาย สนองความต้องการ
และเสริมสร้างศักยภาพของผู้เรียนได้อย่างเต็มที่ ลักษณะสำคัญของการประเมินสภาพจริง
คือ ภาระงาน (Tasks)
ซึ่งต้องเป็นงานที่สอดคล้องกับชีวิตจริงในบริบทที่หลากหลาย
เป็นการประเมินความก้าวหน้า (Formative Assessment) อย่างต่อเนื่อง
รวมถึงกลยุทธ์ที่ผู้เรียนใช้ในการเรียนรู้
ออกแบบการประเมินสำหรับระดับการพัฒนาที่แตกต่างกันและมีลักษณะเฉพาะสำหรับผู้เรียนแต่ละบุคคล
ตลอดจนให้สารสนเทศที่ช่วยสะท้อนความร่วมมือระหว่างนักเรียนและครู
มีคำแนะนำในการประเมินที่มุ่งเน้นว่าผู้เรียนมีความรู้และสามารถทำอะไรได้
การประเมินตามสภาพจริงเป็นการประเมินรอบด้านทั้งด้านกระบวนการในการเรียนรู้
การแก้ปัญหา การทำงานร่วมกัน และแรงจูงใจ ผ่านภาระงาน (Tasks) ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญในการประเมินที่ช่วยให้ผู้เรียนมีทักษะเพิ่มขึ้นและสามารถเชื่อมโยงไปใช้ในบริบทต่าง
ๆ
ดังนั้นในการประเมินตามสภาพจริงผู้สอนควรกำหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายของการวัดประเมินให้ชัดเจน
กำหนดสิ่งที่มุ่งวัดประเมิน พัฒนาการที่เกิดขึ้นหรือสมรรถนะที่แสดงออก
ใช้วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีใด ใครบ้างที่มีส่วนเกี่ยวข้อง
ช่วงเวลาที่วัดประเมิน การเข้าถึงข้อมูลที่มุ่งวัดประเมิน
และเกณฑ์การประเมินเป็นอย่างไร
“แบบทดสอบ” แคือ
ชุดของคำถามที่สร้างขึ้น เพื่อให้ผู้ถูกทดสอบแสดงพฤติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งออกมาให้ผู้สอบสังเกตได้และวัดได้
แบบทดสอบ เป็นเครื่องมือวัดพฤติกรรมด้านพุทธิพิสัย
ซึ่งถือว่าเป็นสติปัญญาของมนุษย์ว่ามีความรู้หรือไม่เพียงใดที่ซ่อนแฝงอยู่ในตัวบุคคลทั้งในด้านพฤติกรรมความรู้
ความจำ ความเข้าใจ การนำไปใช้ และอื่น ๆ
แบบทดสอบถ้าใช้เกณฑ์การแบ่งตามลักษณะการตอบ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้
1.
แบบทดสอบแบบอัตนัยหรือแบบความเรียง (Subjective or Essay Type) แบบทดสอบแบบอัตนัยหรือแบบความเรียง มีลักษณะเด่นที่ให้อิสระแก่ผู้สอบ
แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
1)
แบบจำกัดคำตอบ (Restricted
Response Question) เป็นแบบคำถามที่จำกัดให้ตอบในเนื้อหา
ปกติจะจำกัดให้แคบและสั้นลงด้วยการกำหนดขอบเขตและประเด็นคำตอบ
2)
แบบไม่จำกัดคำตอบ(Extended
Response Question) เป็นแบบทดสอบที่ผู้ตอบมีสิทธิในการตอบอย่างเสรี
2.
แบบทดสอบแบบปรนัย (Objective
Type) แบบทดสอบแบบปรนัย แบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ
1) แบบถูกผิด (True - False) คำถามชนิดนี้ถามถึงความจริง หลักการ กฎต่างๆ และการตีความ เช่น
ให้เขียนเครื่องหมายลงในหน้าข้อที่ท่านเห็นว่าถูก ( P) หรือผิด
( X ) เป็นต้น
2) แบบจับคู่ (Matching) ลักษณะของข้อสอบจะมี 2 คอลัมน์ คอลัมน์หนึ่งจะเป็นชุดของคำถาม
อีกคอลัมน์หนึ่งจะเป็นชุดของคำตอบ
ซึ่งผู้ตอบจะเลือกคำตอบที่ถูกต้องเพื่อให้สอดคล้องกับคำถาม
3) แบบเลือกตอบ
(Multiple
- Choice) ข้อสอบแบบนี้แต่ละข้อกระทง (Item) จะประกอบด้วยสองส่วน
ส่วนแรกของโจทย์ (Stem) อีกส่วนหนึ่งเป็นตัวเลือก (Alternative)
มีตั้งแต่ 3 ตัวเลือกถึง 5 ตัวเลือก
ซึ่งมีทั้งตัวเลือกที่เป็นคำตอบที่ถูกและตัวเลือกที่เป็นคำตอบที่ผิดเรียกว่าตัวลวง
แบบทดสอบแบบนี้จะวัดความสามารถของสมองได้ตั้งแต่ขั้นต่ำถึงขั้นสูงๆ
โดยคำตอบในตัวเลือกนั้นจะมีข้อถูกอยู่เพียงข้อเดียวส่วนข้ออื่น ๆ เป็นตัวลวง (Distracters)
4) แบบเติมคำ (Completion) เป็นข้อสอบที่ประกอบด้วยประโยคหรือข้อความที่ยังไม่สมบูรณ์แล้วให้ผู้ตอบเติมคำหรือประโยคให้มีความสมบูรณ์
วิธีการสร้าง
1.หลักทั่วไปในการเขียนข้อสอบ
1.ถามให้ครอบคลุม
ครบตามหลักสูตร
2. ถามเฉพาะสิ่งที่สำคัญ
3.
ถามให้ลึก ครบทุกพฤติกรรม
4.
ถามในสิ่งที่เป็นแบบอย่างดที่ดี
5.
ถามให้เฉพาะเจาะจง ไม่คลุมเครือ
2.หลักการสร้างข้อสอบแบบอัตนัย
1.กำหนดพฤติกรรมที่ต้องการวัดให้ชัดเจน
2.เขียนคำถามให้ชัดเจนว่าต้องการให้ผู้ตอบ
ทำอย่างไร เช่น อธิบาย วิเคราะห์ ฯลฯ
3.ควรวัดพฤติกรรมตั้งแต่ระดับความเข้าใจ
ขึ้นไป
4.เขียนคำถามโดยใช้สถานการณ์ใหม่ให้ต่าง
จากที่เคยเรียนหรือที่อยู่ในตำรา
5.ถามเฉพาะสิ่งที่เป็นประเด็นสำคัญของเรื่อง
6.กำหนดความซับซ้อนและความยากให้
เหมาะกับวัยของผู้ตอบ
7.ควรเฉลยคำตอบไปพร้อมๆกับการเขียน
ข้อสอบ
8.ไม่ควรให้มีการเลือกตอบบางข้อ
สรุปความรู้จากการนำเสนอกลุ่มที่ 1
การประเมินพัฒนาการด้านร่างกาย
(การเจริญเติบโต ภาวะโภชนาการ สุขนิสัย )
เสนอเทคนิควิธีและ เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน
ความรู้ที่ได้รับ
พัฒนาการของเด็กปฐมวัย
กระบวนการเปลี่ยนแปลงลักษณะและพฤติกรรมที่มีทิศทางและรูปแบบที่แน่นอนจากช่วงระยะเวลาหนึ่งไปสู่อีกระยะหนึ่งผ่านกระบวนการเรียนรู้ จนสู่วุฒิภาวะซึ่งก็คือการบรรลุถึงขั้นการเจริญเติบโตอย่างเต็มที่ของบุคคลในระยะใดระยะหนึ่งและพร้อมที่จะทํา กิจกรรมอย่างนั้นทํา ให้เพิ่มความสามารถของบุคคลให้ทํา หน้าที่ต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถทํา หน้าที่ที่สลับซับซ้อนยุ่งยากได้ตลอดจนเพิ่มทักษะใหม่และความสามารถในการปรับตัวต่อภาวะใหม่ของบุคคลผู้นั้น
การประเมินด้านพัฒนาการภาวะสุขภาพ
สุขภาพอนามัย เป็นตัวชี้วัดที่แสดงคุณภาพชีวิตของเด็ก โดยการพิจารณาความสะอาด สิ่งผิดปกติของร่างกายที่จะส่งผลต่อการดําเนินชีวิตและการเจริญเติบโตของเด็กในการประเมินครั้งนี้จะประเมินสุขภาพอนามัย 9 รายการ
รายการประเมินสุขภาพอนามัย
1. ผมและศีรษะ
2. หูและใบหู
3. มือและเล็บมือ
4. เท้าและเล็บเท้า
5. ปาก ลิ้น และฟัน
6. จมูก
7. ตา
8. ผิวหนังและใบหน้า
9. เสื้อผ้า
เกณฑ์การประเมินมี 3 ระดับ
ระดับ 3 สะอาด
ระดับ 2 พอใช้
ระดับ 1 ปรับปรุง / สกปรก
ภาพเข้าร่วมกิจกรรม
สรุปความรู้จากการนำเสนอกลุ่มที่ 2
การประเมินพัฒนาการด้านร่างกาย : ทักษะกลไก การเคลื่อนไหว การใช้กล้ามเนื้อใหญ่ ของเด็กปฐมวัย
การนํา เสนอเทคนิควิธีและ เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน
พัฒนาการทางด้านร่างกายสำหรับเด็กหมายถึง การเจริญเติบโตทางด้านต่างๆของร่างกายและการพัฒนาทางกายภาพให้มีความสามารถในการเคลื่อนไหวรักษาความสมดุลของร่างกาย
การสังเกตและบันทึกพฤติกรรมมี2แบบคือ
1.การสังเกตอย่างเป็นทางการหรือการสังเกตอย่างมีระเบียบเป็นการสังเกตอย่างมีจุดมุ่งหมาย
2.การสังเกตอย่างไม่เป็นทางการ เป็นวิธีที่ผู้ปกครองส่วนมากเฝ้าดูแลและสังเกตการเล่นของเด็ก
วิธีบันทึกข้อมูลและการแปลความ
-สังเกตพฤติกรรมของเด็กตามรายการในแบบบันทึกกรอกข้อมูล
-นำข้อมูลที่บันทึกเปรียบเทียบซึ่งเป็นความสามารถตามวัยจะช่วยทราบว่าเด็กมีพฤติกรรมตามวัยก้าวหน้าหรือช้า
-ในกรณีที่เด็กมีพฤติกรรมอื่นที่น่าสนใจนอกเหนือจากพฤติกรรมตามวัยที่ระบุไว้ในแบบบันทึกข้อมูล
ภาพการเข้าร่วมกิจกรรม
สรุปความรู้จากการนำเสนอกลุ่มที่ 3
การประเมินพัฒนาการด้านร่างกาย : ทักษะการใช้กล้ามเนื้อเล็กและประสาทสัมพันธ์ ของเด็กปฐมวัย
ความรู้ที่ได้รับ
กล้ามเนื้อมัดเล็กเป็นอวัยวะที่สำคัญหนึ่งในการประกอบ กิจวัตรประจำวันด้วยตนเอง เช่นการใส่ - ถอดกระดุม รูดชิป การแปรงฟัน ผูกเชือกรองเท้า งานศิลปะ รวมทั้งการขีดเขียน ถ้าเด็กใช้กล้ามเนื้อเล็กได้ คล่องแคล่ว จะช่วยส่งเสริม พัฒนาการด้านต่างๆ เช่น ด้านสติปัญญาให้ดีขึ้นเพราะกล้าม เนื้อมัดเล็กมีส่วนทำให้ เด็กได้ใช้มือสำรวจ สังเกต จากการ สัมผัสจับต้องในทุก ๆกิจกรรม
การใช้แบบประเมินพัฒนาการหรือแบบตรวจสอบรายการ (Checklist)
แบบตรวจสอบรายการ เป็นชุดของข้อความที่แสดงรายการหรือพฤติกรรมของเด็กเพื่อให้ครูทำการตรวจสอบหรือสำรวจดูว่ารายการหรือพฤติกรรมที่ต้องการสำรวจมีอยู่หรือไม่ แบบตรวจสอบรายการเหมาะสมสำหรับนำมาใช้เป็นเครื่องมือประเมินการปรับตัวทางสังส้มของเด็กปฐมวัยนอกจากนี้ยังเหมาะสำหรับนำมาใช้ในการประเมินวิธีดำเนินงานและประเมินผลผลิตจากการปฏิบัติของเด็กอีกด้วยแบบตรวจสอบรายการส่วนใหญ่จะถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือประกอบการสังเกตว่ามีเหตุการณ์ หรือพฤติกรรมตามที่กำหนดไว้ในรายการหรือไม่ โดยให้ผู้ใช้ทำเครื่องหมาย ( ) ลงหน้าช่องที่ต้องการข้อดีของการใช้ประหยัดเวลา บันทึกข้อมูลรวดเร็ว ยืดหยุ่นได้สะดวกต่อการทบทวนวิเคราะห์และตีความข้อมูลสามารถทำต่อเนื่องได้ไม่รับซ้อนและสามารถติดตามความก้าวหน้าพัฒนาการได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่งข้อจำกัดของการใช้ประเมินได้ในวงพฤติกรรมที่จำกัด ต้องทบทวนสะท้อนความคิดวิเคราะห์และตีความข้อมูลอย่างระมัดระวังไม่สามารถประเมินพฤติกรรมที่ซับซ้อนได้
ภาพการเข้าร่วมกิจกรรม
สรุปความรู้จากการนำเสนอกลุ่มที่ 4
การประเมินพัฒนาการด้านอารมณ์-จิตใจ : ลักษณะของอารมณ์ พื้นอารมณ์คุณธรรมจริยธรรม (ต่อตนเอง)ของเด็กปฐมวัย
ความรู้ที่ได้รับ
วัยอนุบาลเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดช่วงหนึ่ง เพราะเป็นช่วงเวลาที่เด็กเรียนรู้เรื่องต่างๆมากที่สุดในชีวิตเด็กจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่เช่นไรในอนาคตขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูในช่วงนี้เป็นช่วงที่หล่อหล่อมลักษะพิเศษของแต่ละคน
หลักการประเมินพัฒนาการด้านอารมณ์-จิตใจของเด็กปฐมวัย
การประเมินพัฒนาเด็กอายุ3-6ปีเป็นการประเมินพัฒนาการทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคมและสติปัญญาของเด็ก โดยถือเป็นการบวนการต่อเนื่องและส่วนหนึ่งของกิจกรรมปกติที้จัดให้เด็กในแต่ละวัน
การประเมินพัฒนาการ ควรยึดหลัก ดังนี้
1.วางแผนการประเมินอย่างเป็นระบบโดยเริ่มจากต้นจากการศึกษาหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย
2.ประเมินพัฒนาการเด็กครบทุกด้านซึ้งต้องสอดคล้องและครอบคลุมมาตรฐาน
3.ประเมินพัฒนาการเด็กเป็นรายบุคคลอย่างสมํ่าเสมอ
4.ประเมินพัฒนาการตามสภาพจริงจากกิจกรรมประจำวัน
5.สรุปผลการประเมินจัดทำข้อมูลและนำผลประเมินไปใช้พัฒนาเด็กเป็นรายบุคคล
ภาพการเข้าร่วมกิจกรรม
สรุปความรู้จากการนำเสนอกลุ่มที่ 5
การประเมินพัฒนาการด้านสังคม : การเรียนรู้ทางสังคม/ทักษะทางสังคม/พฤติกรรม/ความสามารถทางสังคม ของเด็กปฐมวัย
ความรู้ที่ได้รับ
การเรียนรู้เงื่อนไขต่างๆ ในสังคม การเรียนรู้นี้ทำให้คนมีความรู้สึกนึกคิดและพฤติกรรมต่างๆ ตามที่สังคมนั้นๆ มีอยู่ ทำให้คนที่เติบโตในสังคมไทยมีความรู้สึกนึกคิดและพฤติกรรมแบบไทย และทำให้คนที่เติบโตในสังคมจีนมีความรู้สึกนึกคิดและพฤติกรรมแบบจีน
การพัฒนาสัมพันธภาพทางสังคม
การพัฒนาสัมพันธภาพทางสังคมของเด็กปฐมวัย เป็นวัยที่เด็กมีการปรับตัวเรียนรู้พฤติกรรมทางสังคม สามารถสร้างความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับผู้อื่นได้ตามลำดับขั้นตอนของวัยและช่วงอายุ เด็กสามารถแสดงพฤติกรรมความรู้สึกที่เหมาะสมในสภาพแวดล้อมและสถานการณ์ต่างๆ ในชีวิตประจำวัน สามารถเล่นทำงาน และอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมให้เด็กเกิดการเรียนรู้และมีพัฒนาการทางสังคม
การส่งเสริมพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัยนั้นมีหลายวิธีที่สามารถมีส่วนช่วยในการพัฒนาและส่งเสริมพฤติกรรมทางสังคมให้กับเด็กได้
อาทิเช่นการจัดสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการเรียนรู้การจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ต่างๆ รวมไปถึงการชมเชย ให้รางวัล เมื่อเด็กแสดงพฤติกรรมทางสังคมที่เหมาะสมซึ่งวิธีเหล่านี้สามารถสร้างพฤติกรรมทางสังคมที่พึงประสงค์ให้กับเด็กได้เป็นอย่างดี
ภาพการเข้าร่วมกิจกรรม
สรุปความรู้จากการนำเสนอกลุ่มที่ 7
การประเมินพัฒนาการด้านสติปัญญา :ทักษะการคิดและการคิดแบบต่างๆของเด็กปฐมวัย
ความรู้ที่ได้รับ
การคิดหมายถึงการคิดเป็นกระบวนการของสมองในการประมวลข้อมูลความรู้ไปสู่การอธิบาย การประยุกต์ การขยายและการสร้างใหม่
ทักษะการคิดสำหรับเด็กปฐมวัย
การคิดสำหรับเด็กปฐมวัยใช้คำถามเพื่อกระตุ้นกระบวนการคิดในขณะทำกิจกรรมหรือการจัดประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์ว่าเป็นหัวใจสำคัญของการส่งเสริมให้เด็กได้คิด วิเคราะห์ สังกต และเปรียบเทียบ
ความสำคัญของการคิด
1.การคิดช่วยให้เด็กปฐมวัยได้รู้จักการได้แก้ไขปัญหาอย่างมีเหตุผล
2.การคิดเกิดขึ้นได้ขณะที่เด็กฝึกทักษะ
3.การคิดช่วยให้สามารถเรียนรู้ด้วยตนเอง
4.การคิดช่วยให้เด็กมีโอกาศหาคำตอบในการแก้ปัญหา
กิจกรรมสร้างเสริมการคิดของเด็กปฐมวัย
กิจกรรมการเล่นการเล่นเป็นวิธีการเรียนรู้ที่สำคัญในชีวิตเด็กช่วยสร้างเสริมความสามารถในการคิดการสื่อสาร กิจกรรมศิลปะกิจกรรมศิลปะเป็นกิจกรรมที่เด็กมีโอกาศได้แสดงออกด้านความคิดความรู้สึกกิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะเด็กวัยนี้มีพลังมากไม่ชอบอยู่นิ่งต้องการออกกำลังกายกิจกรรมเคลื่อนไหวกิจกรรมคณิตศาสตร์ครูควรส่งเสริมให้เด็กได้สำรวจให้เหตุผลและคิดแก้ปัญหาเด็กจำเป็นต้อง สร้างความเข้าใจทางคณิตศาสตร์
ภาพการเข้าร่วมกิจกรรม
สรุปความรู้จากการนำเสนอกลุ่มที่ 8
การประเมินพัฒนาการด้านสติปัญญา :ความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย
ความรู้ที่ได้รับ
การนําเสนอเทคนิควิธีและ เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน
ลักษณะพัฒนาการทางสติปัญญา
เด็กปฐมวัยชอบพูดชอบแสดงความคิดเห็น ซอบซักถาม และแก้ปัญหา ดังนั้นสั่งแวดล้อมจึงมีความสำคัญที่จะยั่วยุให้เด็กมีพัฒนาการทางสตัปัญญาความคิดความสามารถที่เกี่ยวกับสติปัญญาของเด็กปฐมวัยที่สามารถสังเกตได้จากพฤติกรรม ได้แก่ สามารถจำสั่งของต่าง ฯและเรียกชื่อได้ถูกต้องเช่น สั่งของที่อยู่ใกล้ตัว ผงไม้สัตว์ที่รู้จักของใช้ต่าง ฯเป็นต้นมาสามารถจำแนกความเหมือน ความแตกต่างของสั่งต่างได้สามารถเรียงลำดับสั่งต่างๆได้เราสามารถดูพัฒนาการของสติปัญญาได้โดยวิธีสังเกต พฤติกรรม องค์ประกอบที่จะทำให้เราสามารถสังเกตพฤติกรรมเด็กเพื่อดูพัฒนาการทางสติปัญญา
เทคนิควิธีที่เหมาะสมในการประเมินพัฒนาการด้านสติปัญญา : ความคิดสร้างสรรค์
วิธีการที่เหมาะสมและนิยมใช้ในการประเมินเด็กปฐมวัยมีด้วยกันหลายวิธี ดังต่อไปนี้ การประเมินพัฒนาการทางค้านสติปัญญา สามารถประเมินได้ด้วยวิธีการต่างๆ ดังนี้
1.การสังเกตและจดบันทึกเนื่องจากพัฒนาการทางด้านสติปัญญาของเด็กเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและ เห็นได้ชัด การสังเกตและบันทึกข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับเด็กเพื่อให้ทราบการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการทางด้านความคิดการใช้เหตุผลและภาษาของเด็ก ตัวอย่างเช่นการจดบันทึกเหตุการณ์คําพูด พฤติกรรมของเด็กโดยมีขั้นตอนในการจดบันทึก 3 ขั้นตอน ดังนี้
1.ขั้นตอนแรก เป็นการบันทึกเหตุการณ์หรือ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง
2.ขั้นตอนที่สอง เป็นการบันทึกความรู้สึกและความคิดเห็นส่วนตน
3.ขั้นตอนสุดท้าย เป็นการตีความและแปลความหมาย รวมถึงการสรุปพฤติกรรมการเรียนรู้ของเด็ก
2. การสัมภาษณ์พูดคุยสนทนากับเด็ก การสัมภาษณ์พูดคุยกับเด็กวัยต่าง ๆ กันช่วยให้ครูเข้าใจกระบวนการคิดของเด็กมากขึ้นว่ากระบวนการคิดของเด็ก พัฒนาอย่างไร รวมถึงการสัมภาษณ์พูดคุยกับผู้ปกครองเกี่ยวกับการพัฒนาต่างๆ ของเด็กในขณะที่อยู่บ้านด้วย
3. การถามคําถามวิธีการถามคําถามเด็กมีหลายวิธีด้วยกัน ทั้งการใช้คําถาม ทางตรงและทางอ้อม เพื่อให้เด็ก ได้แสดงออกเกี่ยวกับตัวเองในการถามคําถามเด็ก ครูควรตระหนักถึงสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็กกิจกรรมที่นําไปสู่คําถามและรูปแบบคําถามที่ครูใช้
ภาพการเข้าร่วมกิจกรรม
สรุปความรู้จากการนำเสนอกลุ่มที่ 9
การประเมินพัฒนาการด้านสติปัญญา :ทักษะทางภาษา (ฟัง พูด อ่าน เขียน)การรู้หนังสือขั้นต้น ของเด็กปฐมวัย
ความรู้ที่ได้รับ
การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ภาษาสำหรับเด็กปฐมวัย
การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัยเป็นการประเมินเด็ก อย่างรอบด้านเป็นระบบ ครอบคลุมพัฒนาการอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องตามสภาพจริง จากผู้ปฏิบัติในกิจวัตรประจำวัน ซึ่งเป็นการประเมินเด็กเป็นรายบุคคล การประเมินเด็กปฐมวัยจึงมีความแตกต่างจากการประเมินเด็กในระดับอื่นที่สูงขึ้น เนื่องจากเด็กปฐมวัยมีธรรมชาติการเรียนรู้ต่างจากเด็กวัยอื่นการประเมินตามสภาพจริงจึงเป็นการประเมินสมสำหรับเด็กปฐมวัย โดยครูจะต้องตรวจสอบ และประเมินอย่างระมัดระวัง เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่วางไว้ และเหมาะสมกับการส่งเสริมและพัฒนาเด็กอย่างต่อเนื่องและสอดคล้องกับธรรมชาติและพัฒนาการของเด็กปฐมวัยจึงจำเป็นต้องเข้าใจการประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้เพื่อนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับเด็กปฐมวัยต่อไป
แนวทางการประเมินพัฒนาการทางภาษาของเด็กปฐมวัยตามสภาพจริง
1.สร้างเครื่องมือการประเมินที่เหมาะสมกับธรรมชาติของการเรียนรู้ภาษาของเด็ก
2.กำหนดเครื่องมือในการประเมินที่หลากหลายการประเมินพัฒนาการทางภาษาของเด็กปฐมวัยคือการสังเกตการณ์สนทนากับเด็กและบันทึกอย่างเป็นระบบวิธี
3.บูรณาการการสอนกับการประเมิน คือ ครูต้องทบทวนว่าจะประเมินพัฒนาการทาง
ภาหาในตัวบ่งชี้ใโดยเลือกใช้เครื่องมือประเมินชนิดใดในช่วงเวลาใดในกิจกรรม
ประจำวันที่จัดขึ้นการวางแผนการประเมินที่เหมาะสม
4.เน้นที่ความก้าวหน้าของเด็กในการประเมินพัฒนาการทางภาษาครูควรบันทึกสิ่ง
ที่เด็กสามารถทำได้เพื่อเป็นการประเมินความก้าวหน้าของเด็กไม่ควรมุ่งสังเกตสิ่งที่เด็กยังไม่สามารถทำได้การทราบสิ่งที่เด็กสามารถทำได้
5.ให้ความสนใจทั้งกระบวนการและผลผลิตขณะที่เด็กร่วมกิจกรรมทางภาษา ครูควรให้ความสนใจกับกระบนการในการใช้ภาหาของเด็ก เช่น ขณะที่เด็กกำลังลงชื่อมา
วิธีการและเครื่องมือการประเมินภาษาและการรู้หนังสือสำหรับเด็กปฐมวัย
เก็บรวบรวมข้อมูลควบคู่กับการจัดประสบการณ์โดยวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลที่
เกี่ยวกับ พัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กมีดังนี้
1. การสังเกตและบันทึกพฤติกรรมหรือคำพูดของเด็กครูควรใช้เวลาในการ
สังเกตและเฝ้าดูเด็กเพื่อให้ทราบว่าเด็กแต่ละคนมีจุดเด่นความต้องการความสนใจ
และต้องการความ ช่วยเหลือในเรื่องใด
2. การสนทนากับเด็กครูสามารถใช้การสนทนากับเด็กได้ทั้งแบบรายบุคคล และเป็นกลุ่มตัวอย่างสอดคล้องกับกิจวัตรประจํา วันเพื่อประเมินความสามารถในการแสดงความคิดเห็น พัฒนาการด้านการใช้ภาษาฯลฯ เช่น เมื่อครู
เล่านิทานให้เด็กฟังครูอาจถามคําถามให้เด็กแสดงความคิดเห็นจากเรื่องที่ฟังเพื่อให้รู้ความคิดของเด็กทั้งนี้ผู้ควรจดบันทึกคํา พูดของเด็กไว้เพื่อการวิเคราะห์
ภาพการเข้าร่วมกิจกรรม
สรุปความรู้จากการนำเสนอกลุ่มที่ 10
การประเมินพัฒนาการด้านปัญญา :ทักษะพื้นฐานความสามารถด้านคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย
การนํา เสนอเทคนิควิธีและ เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน
ความรู้ที่ได้รับ
ประเมินพัฒนาการทางด้านสติปัญญาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยหลักการและการประเมินการนำเสนอเครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน
ความหมายของทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์
ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์คือความรู้เบื้องต้นที่เด็กควรจะได้รับรู้และมีประสบการณ์และได้รับการฝึกฝนในเรื่องของการสังเกต
ความสำคัญของความพร้อมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์
คณิตศาสตร์มีความสำคัญต่อชีวิตประจำวันของทุกคนดังนั้นเด็กปฐมวัยจึงควรได้รับการส่งเสริมและเรียนรู้พื้นฐานทางคณิตศาสตร์จากประสบการณ์ชีวิตประจำวันที่เรียนจากสิ่งง่ายไปยาก
แนวทางส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์
ในการส่งเสริมทักษะทางคณิตศาสตร์ ได้มีผู้กล่าวถึงหลักในการส่งเสริมดังนี้คือ
1.เด็กเรียนรู้จากประสบการณ์โดยตรงจากจริงจะต้องหาอุปกรณ์ซึ่งเป็นจริงให้มากที่สุด
1.1ขั้นใช้ของจริงเมื่อจะให้เด็กนับหรือเปรียบเทียบเช่น ผลไม้ ดินสอ
1.2ขั้นรูปภาพแทนของจริง
2.เริ่มจากสิ่งง่ายๆใกล้ตัวเด็กจากง่ายไปหายาก
3.สร้างความเข้าใจและรู้ความหมายมากกว่าการให้จำโดยให้เด็กค้นคว้าเอง
4.ฝึกให้คิดจากปัญหาในชีวิตประจำวันของเด็ก
5.จัดกิจกรรมให้เด็กเกิดความสนุกสนานและได้รับความรู้ไปด้วย
6.เด็กปฐมวัยควรจะทราบว่าสิ่งต่างๆนั้นย่อมมีความเหมือนและต่างกันในเรื่องสี ขนาด
7.เด็กปฐมวัยควรจะเข้าใจใหญ่ตรงข้ามกับเล็ก
พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กปฐมวัยตามลำดับขั้นแนวคิดของเพียเจต์ดังนี้
1.ขั้นประสาทรับรู้และการเคลื่อนไหวพัฒนาการขั้นนี้อยู่ในช่วงเด็กแรกเกิดถึงอายุ2ปีเด็กเรียนรู้จากการลองผิดลองถูกโดยเริ่มจากการตอบรับผลสะท้อนและปรับเปลี่ยนเด็กให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม
2.ขั้นก่อนปฎิบัติการคิดพัฒนาการขั้นนี้อยู่ในช่วงอายุ2-7ปี โดยที่เมื่อเด็กอายุ2-4ปีเด็กยังยึดตนเองเป็นศูนย์กลางมีขีดจำกัดในการรับรู้สามารถเข้าใจในมิติเดียว
เพียเจต์จัดลำดับความคิดความเข้าใจเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยตามระดับพัฒนาการดังนี้
1.การจัดหมวดหมู่
2.การเรียงลำดับ
3.มิติสัมพันธ์
4.ความสัมพันธ์เกี่ยวกับเวลา
5.การอนุรักษ์หรือการคงที่ด้านปริมาณ
ภาพการเข้าร่วมกิจกรรม
สรุปความรู้จากการนำเสนอกลุ่มที่ 12
การประเมินพัฒนาการด้านปัญญา :พหุปัญญา ของเด็กปฐมวัย
ความหมายพหุปัญญา
พหุปัญญา หมายถึง ความสามารถทางปัญญาของคนที่แสดงออกมาในรูปแบบต่าง ๆ ที่จะคันหาแก้ปัญหาและสร้างผลผลิตที่มีคุณค่าเป็นที่ยอมรับของสังคม ซึ่งเป็นผลมาจากการควบคุมโดยสมองแต่ละส่วนโดย
แต่ละคนจะมีความสามารถที่แตกต่างกัน เด่นในบ้างด้น และด้อยในบางด้านสิ่งแวดล้อมและการอบรมเลี้ยงดูที่เหมาะสมจะช่วยส่งเสริมให้พัฒนาความสามารถทางสติปัญญาในการปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมและ
สังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ประเภทของพหุปัญญา
ความสามารถทางพหุปัญญา (Multiple Intelligence) หมายถึง ความสามารถทางเชาว์ปัญญาของแต่ ละบุคคลที่แสดงออกมา รวมไปถึงการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่หลากหลายขึ้นอยู่กับความผสมผสานกันระหว่าง พันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม โดยในแต่ละด้านนั้นสามารถพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพHoward Gardner (1983 อ้างถึงใน อารี สัณฉวี,2535 ได้จำแนกความสามารถทางเชาว์ปัญญาไว้ 7 ด้านและภายหลังได้เพิ่มอีก 2
1.ปัญญาด้านภาษา (Linguistic Intelligence) คือ ผู้ที่มีความสามารถในการใช้ภาษาที่สูงเช่นนักหนังสือพิมพ์นักเล่านิทานกวีนักกฎหมายบุคคลที่เก่งทางด้านนี้จะใช้คำพูดในการให้ความบันเทิงการโต้เยงการสั่งสอนปัญญาด้านนี้ยังรวมถึงความสามารถในด้านการกระทำ
หลักการประเมินพัฒนาการด้วนบหูปัญญาตลอดเวลาที่ผู้สอนจัดกิจกรรมการเรียนรู้ต้องมีการประเมินผลตาม
ถานการณ์จริงโดยประเมินตลอดการจัดการเรียนรู้ของผู้สอน โดยบันทึกผลการสอน ปัญหา อุปสรรคและข้อเสนอแนะไว้หลังแผนการจัดการเรียนรู้ และประเมินผลผู้เรียนโดยเตรียมการล่วงหน้าว่าจะประเมินอะไรประเมินอย่างไรประเมินเมื่อใด ประเมินใคร และประเมินโดยใคร การประเมินจะประเมินตลอดเวลาที่จัดกิจกรรม
1. การสังเกตพฤติกรรมเด็ก
การสังเกตอาจเกิดขึ้นเป็นกิจวัตประจำวันอย่างไม่เป็นทางการ หรืออาจมีการสังเกตอย่างเป็นทางการหรืออย่างเป็นระบบ การสังเกตเด็กอย่างเป็นระบบเกิดขึ้นสภาพจริงการจัดชั้นเรียนหนึ่งๆองค์ประกอบของการบันทึกการสังเกตพฤติกรรม
1.การบรรยายเหตุการณ์ สถานการณ์ที่เกิดขึ้น คือการบรรยายเหตุการณ์หรือ
สถานการณ์ที่กำลังดำเนินการอยู่อย่างตรงไปตรงมาให้มากที่สุด
2.ความรู้สึกและความคิดเห็นส่วนตน
3.การตีความ แปลความตลอดถึงการสรุปพฤติกรรมการเรียนรู้จากข้อมูลที่ได้จากการสังเกตหลักในการบันทึกการสังเกตเรียนรู้
2. การใช้แบบทดสอบ (Test)
การใช้แบบทดสอบเป็นการทดสอบเพื่อต้องการทราบความรู้สึกของเด็กปฐมวัยโดยการสร้างสถานการณ์ (รูปภาพ มาถาม แล้วให้เด็กตอบโดยเลือกรูปที่แสดงอารมณ์ต่างๆ กันทั้งนี้เพื่อประเมินความรู้สึกนิกคิดของเด็กที่มีต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ เช่น แบบทดสอบประเมินพัฒนาการด้านภาษา แบบทดสอบประเมินพัฒนาการด้นสติปัญญาแบบทดสอบประเมินด้านการสังคมแบบทดสอบทักษะพื้นฐาน ทางคณิตศาสตร์
3. แบบสำรวจรายการ (checkeist)
เป็นเครื่องมือที่ใช้ประกอบการสังเกตพฤติกรรมการปฏิบัติตามรายการที่แสดงไว้นี้รายการที่กำหนดไว้ในแบบสังเกตนี้จะต้องแสดงถึงรายละเอียดของสิ่งที่จะเป็นรูปธรรมและมักจะใช้ในการสังเกตพฤติกรรมการปฏิบัติที่แสดงถึงพฤติกรรมที่ต้องการหรือคุณลักษณะของผู้เรียนในประเด็นที่กำหนดวัตถุประสงค์ไว้ เช่น พฤติกรรมด้านความ
รับผิดชอบต่อตนเอง ในรายการของแบบบันทึกจะต้องแสดงถึงพฤติกรรมของความรับผิดชอบที่เป็นรูปธรรมและครอบคลุมความหมายตามที่นิยามไว้อย่างครบล้วน และต้องอยู่ในขอบเขตของความสามารถตามวัยของผู้เรียนแบบตรวจสอบรายการที่นำมาใช้ในการประเมิน ได้แก่แบบสังเกต พฤติกรรมที่แสดงคุณลักษณะต่างๆ ของผู้เรียน แบบวัดความรู้สึกของผู้เรียนต่อสถานการณ์ต่าง ๆ และแบบประเมินทักษะการปฏิบัติสิ่งต่าง เช่นกัน
4. การเขียนบันทึก (Journae)
เป็นการบันทึกปรสบการณ์เกิดขึ้นในชั้นเรียน ในบางครั้งการเขียนเน้นเฉพาะเด็กที่ต้องการศึกษา หรือเฉพาะศูนย์การเรียนหนึ่งๆการบันทึกประกอบด้วยเรื่องราวสั้นๆ เกี่ยวกับเด็ก
2. การเขียนบันทึกจะไม่เป็นทางการเท่ากับการสังเกตพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ ใน
3. การสังเกตพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ ในการบันทึกประกอบด้วยเรื่องราวสั้นๆ เกี่ยวกับเด็กในชั้เรียน
4. บันทึกความรู้สึก ความคิดเห็นได้
5. เป็นการสะท้อนความคิด วิเคราะห์ เหตุการณ์ การกระทำต่าง ๆ ของตนเอง
ภาพการเข้าร่วมกิจกรรม
แบบประเมินความพึงพอใจ การนำเสนอ Blog แบบฟอร์มกรอกข้อมูล https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSehaXU5x6S3SYFxrWoC8JZ2Yi65y62xV7xa_UUCyw-h...